สวัสดีค่า ไม่ได้มาเขียนที่นี่นานเลย ไม่รู้ยังจะมีคนจำโชนะได้อีกมั้ยนะ

ที่จริงที่หายไปนี่ก็ไม่ได้ไปไหนแต่ไปเขียนงานอดิเรกที่บล็อกอื่นน่ะ 
เพราะตอนนี้ไม่ได้ทำงานประจำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ทีแรกคิดว่างานจะเบากว่าเดิม กลับกลายเป็นว่าต้องใช้เวลาดูแลมากกว่าเดิม
เลยเหนื่อยนิดหน่อย อิโชนะก็ป่วยบ่อยเหมือนเคย
มาอยู่ที่ใหม่ด้วย ที่นี่ไม่มีคนเขาใจโชนะเท่าไหร่
อยู่ๆไปเหมือนใจมันด้านๆชาๆยังไงไม่รู้
อาจจะไม่น่ารักเหมือนก่อนหน้านี้ อาจจะมีบางอย่างหายไปจากโชนะคนนี้
ก็ขอยืนยันว่าโชนะเป็นคนเดียวกันกับก่อนหน้านี้
เมื่อก่อนได้แต่เป็นผู้ตาม ตอนนี้ต้องมานำบ้าง
แค่อะไรๆช่วงนี้มันต้องสู้ ต้องลุยเท่านั้นถึงจะได้มา มันเลยไม่มีอะไรเหมือนเดิมละ

ยังไงก็ขอฝากบล็อกบ่นๆ มุ้งมิ้งๆ อีกครั้งนะ


edit @ 8 Nov 2015 21:07:07 by TEXTER

พอดีช่วงนี้ไม่รู้จะเขียนอะไรดี
เพราะว่าช่วงนี้ชีวิตเรียบง่ายซะจนไม่มีอะไรมาลับสมองประลองความสามารถของโชนะเลย...
ปกติแล้วโชนะไม่ค่อยได้ไปหาเรื่องมาไส่หัวหรอก
เพราะปกติชีวิตตัวเองก็ยุ่งมากพอแล้ว(ยกเว้นช่วงนี้ล่ะนะ)Embarassed

เลยเข้าไปยุ่งย่ามกับชีวิตชาวบ้านชาวเมืองเขาซะหน่อย
เรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนในเฟสบุค แท็คเพื่อนอีกคนหนึ่งว่า มันเอาชีวิตจริงของนายไปเขียนสินะ
http://pantip.com/topic/32682532

ขอวางข้อความต้นเรื่องไว้ละกันเผื่อใครขี้เกียจกดดู(คอมเม้นโชนะก็ไม่ได้อ่านเหมือนกันแหละ)

"ผมเป็นคนที่ค่อนข้างเลือกคนที่จะคุยด้วยมากๆ เพราะคิดว่า ถ้าจะมีแฟนซักคน อยากจะคบนานๆ คบไปเรื่อยๆ ไม่อยากจะต้องมาเปลี่ยนไปเรื่อยหลายคน
ซึ่งพอมีบางคนเข้ามา เราก็จะดูก่อนว่า คนนี้เข้ากับเราได้ไหม หลายคนทำลายกำแพงเข้ามาเรียบร้อย พอผมมั่นใจว่าคนนี้ เรามั่นใจแล้ว ว่าเห้ย คนนี้ใช่ คนนี้โอเค เค้าดูสนใจเราจริงๆนะ เค้าทักเรามาทุกวันเลย เค้าคิดอะไรกับเราชัวร์ๆ(ซึ่งเราไม่ได้คิดไปเองแน่นอน)........ผมก็จะคุยกับ คนนี้คนเดียว คนอื่นทักมา ผมก็จะเฉยๆ ทั้งวันรอคุยกับคนๆนี้ เพราะผมคิดว่ามันคือความจริงใจที่จะมอบให้คนๆนึง และให้เกียรติคนที่จะคุยด้วย
...แต่เมื่อไหร่ที่ผมจริงจัง จริงใจกับใครซักคน สิ่งที่มักได้กลับมา มันคือความเฉยชา ขึ้นมาซะอย่างนั้น บางคนมองผมเป็นแค่ตัวเลือกตัวหนึ่ง หรือเพราะเค้าแค่เข้ามาหว่านสเน่ห์แล้วจากไป ? และเหตุการณ์แบบนี้ ก็เกิดขึ้นบ่อยมากกับผม จนในที่สุด ความเงียบและความว่างเปล่าก็เข้ามาแทนที่ ไม่มีบทสนทนาใดอีกเลย สุดท้ายกลายเป็นผมสร้างกำแพงหนาๆขึ้นมาอีกครั้ง รู้สึกเข็ดกับการเปิดใจรับใครซักคน และก็เป็นผมที่ยอมแพ้และเดินออกมาในที่สุด

มีเพื่อนๆคนไหน มีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นบ้างไหมครับ ?
ตอนนี้รู้สึกอ่อนแอมากๆ"

/ l / l
(*.* )

โชนะรู้จักเพื่อนคนนี้มาตั้งแต่เรียนมหาลัย ตอนนี้ทำงานได้ 2 ปีแล้ว
แต่ชีวิตเรื่องอกหักของเขาก็ยังเป็นตำนานให้เพื่อนๆในกลุ่มกล่าวขานจวบจนทุกวันนี้
ชีวิตเขาได้พบพานผู้หญิงหน้าตาดี น่ารักๆ มากมาย จนเพื่อนอิจฉาและถาม(ขอเบอร์ต่ออีกที)
ซึ่งนายนี่ก็มักจะไม่ให้ จนเพื่อนตั้งชื่อเล่นให้ว่า ตากั๊ก(กั๊กสาวน่ะนะทำนองว่าเก็บไว้เอง)
แม้ว่าจะมีผู้หญิงสาวสวยถูกใจ ตรงสเป็ค ถ่ายรูปคู่กันลงอวดเฟสบุคมากมายหลายคน  หรือมาทำสนิทด้วยอย่างไรก็แล้วแต่ สุดท้ายแล้วนายคนนี้ก็ได้พบแต่...
แห้ว ตัวเบ้อเร่อ...

โชนะก็ไม่ได้ดูถูกหรือว่าอยากสอนอะไรให้เขาหรอกนะ เพราะเรื่องนี้มันเป็นที่ทัศนะคติส่วนบุคคล(เลยมาเขียนบล็อกอยู่ที่นี่ไงเพราะเพื่อนที่มาอ่านที่บล็อกนี้ส่วนมากไม่รู้ว่าโชนะคือใคร!!)

ไอ้เราก็ไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทของเขาเป็นแค่เพื่อนที่ได้ร่วมงานกันครั้งหนึ่ง เลยคิดว่าไม่ควรคอมเม้นอะไรลงไปเพราะเขาไม่ได้ขอความช่วยเหลือหรืออยากให้เราแสดงความคิดเห็นนี่นา...


แต่เห็นว่าคันนิ้ว อยากเขียน เกรียนว่างั้นเถอะ!!Kiss
จึงเป็นที่มาของเอนทรี่นี้
เลยอยากเขียนแสดงความคิดในมุมมองของโชนะเอง
(ความเห็นส่วนบุคคลล้วนๆนะจ๊ะ บอกได้ เม้นได้ แต่ห้ามเถียง เพราะยังไงมันก็เป็นแค่ความเห็นส่วนบุคคล ไม่อยากให้บล็อกโชนะไปดังกระฉ่อนเน็ทในดราม่าแอดดิก นะจ๊ะ)

---

โดยส่วนตัวโชนะเป็นคนค่อนข้างบ้างาน(ไม่ได้ทำงานตอกบัตรเลยไม่มีกำหนดเวลาเริ่ม-เลิกงาน)
ถึงเป็นช่วงเรียนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับแฟนมากนัก (แต่ก็มีกุ๊กๆกิ๊กๆตามประสาวัยรุ่นทั่วไปล่ะนะ)
เพราะให้ความสำคัญกับชีวิตตัวเองมากกว่า

ถ้าถามโชนะว่าเคยเจอเหตุการณ์แบบข้างบนนี้ไหม...
คำตอบคือ ไม่
และเข้าใจความรู้สึกนายกั๊กนั่นไหม
ก็ไม่อีกนั่นแหละ
เพราะว่าโชนะเองค่อนข้างจะแตกต่างกับนายกั๊ก(ขอเรียกชื่อนี้ละกันนะ)
คือ โชนะไม่มีมาตรวัดความสนใจ...ไม่ได้เพ่งเล็งว่าใครจะสนใจเรา...ก็แค่โชนะเป็นโชนะอย่างที่เป็น
ไม่ได้ทำตัวอยากคุยกับใคร หรืออยากให้เขาคุยกับโชนะเป็นพิเศษ
หลายคนลับหลังบอกว่าโชนะหยิ่ง
แต่ก็นะแบบนี้ จะทำให้คนประเภทน่ารำคาญหรือคนประเภทผ่านมาแล้วก็ผ่านไปหายไปจากชีวิตเยอะพอสมควร
เพราะโชนะเป็นคนค่อนข้างแคร์คนไกล้ตัวมาก
การปล่อยให้คนที่ไม่น่าทำดีด้วยมาไกล้ตัวจนทำร้ายเราข้างหลังนี่มันเจ็บ(เจ็บแล้วจำจนตายเลยล่ะ)

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่พูดคุย หรือไม่คบค้าสมาคมด้วยหรอกนะ แค่ปล่อยให้ผ่านหายไปตามกาลเวลาเองเท่านั้น
ใครทักโชนะก็ทักตอบ ยิ้มมาโชนะก็ยิ้มตอบ
เพราะโชนะถือว่าคบคนได้ทุกประเภท เพราะอย่างไรเขาก็มีข้อดี-ข้อเสียต่างกัน
อย่างน้อยก็ต้องพูดคุยกันได้ (งานของโชนะต้องประสานงานองกรณ์แห่งหนึ่งจำเป็นต้องติดต่อคนจำนวนมาก)
และที่โชนะเห็นว่าเป็นจุดอ่อนของตากั๊กนี่คือ

1.จิ้นเอาเองว่าเขาสนใจ(ไม่รู้สนใจจริงหรือไม่แหละ)


2.จิ้นเอาเองว่าเขาเลิกสนใจ


และสุดท้ายแย่ที่สุดคือ3.การยอมแพ้และถอยห่างมาเอง...


1.จิ้นเอาเองว่าเขาสนใจ(ไม่รู้สนใจจริงหรือไม่แหละ)
และ
2.จิ้นเอาเองว่าเขาเลิกสนใจ
2 อันนี้อันตรายมาก ที่ว่าอันตรายและเสี่ยงคือ

เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคุณคิดอะไรอยู่
ถึงจะพูดกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ แน่นอนบางครั้งก็พูดโกหกกัน คงไม่ต้องบอกนะเพราะอะไร
จิตใจของเราเอง บางครั้งก็ไม่สามารถตอบได้เลยว่าเราต้องการอะไร แล้วจะหวังอะไรกับใจคนอื่นที่เราไม่สามารถล่วงรู้ได้...
การคิดเองเออเองเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี เพราะคิดไปแล้วเรามักคาดหวังกับความคิดนั้น
ถ้าได้ตามคาดก็เสมอตัว คือสมหวัง
ถ้าไม่ได้ตามนั้นก็เหมือนตกเหว กลายเป็นความรู้สึกไม่ดีต่อตัวเองไป
แล้วก็มานั่งซึม หรืออาการที่เรียกกันว่าอกหัก

และ3.การยอมแพ้และถอยห่างมาเอง...
โชนะถือว่าอันนี้ทำตัวเอง โทษใครไม่ได้ เป็นการยอมรับว่าเรายอมแพ้(แต่ก็ไม่ได้บอกว่าให้ "สู้ต่อไปทาเคชิ อะไรเทือกนั้นหรอกนะ" (-.-" ))
 คือการยอมรับการจิ้น 2 ข้อข้างบนว่าถูกต้อง(ซึ่งบางครั้งยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย!!)
อาจจะผิดหรืออาจจะเฟล มันก็ยังไม่ได้พิสูจน์
บางคนอาจปล่อยมันคาราคาซังอยู่แบบนั้น กลายเป็น ความสัมพันซับซ้อน...(ไม่แน่ใจว่าจะหมู่จะจ่า จะกำนันหรืออบต.)
ซึ่งบางครั้งปล่อยเอาไว้ไม่พูดกันมันก็จะเริ่มหายไป แบบที่ข้างบนกล่าวไว้..
ความเงียบและความว่างเปล่าก็เข้ามาแทนที่
 
แน่ล่ะ ยอมแพ้ไปแล้วนี่ จะสานสัมพันกันต่อยังไงดีล่ะ (-.-") (จะให้ฝ่ายหญิงมาขอมรึงแต่งงานหรือสารภาพรักทันทีรึไงเล่าLaughing)
แน่ล่ะ สาวๆส่วนมากก็กลัวแห้วเป็นเหมือนกัน เพราะแห้วมาเสียหน้ามากและผู้ชายมักเอาไปเม้ามอยกันสนุกในวงเหล้าด้วยสิ แล้วจะให้สาวที่ไหนกล้าล่ะ
ยังไงเสียนายกั๊กนั่นก็ยอมจำนนด้วยการจิ้นของตนเอง และก็มาเป็นแบบข้อความในพันทิพย์นั่นแหละนะ

และสุดท้าย โชนะเองค่อนข้างจะติส(ค่อนข้างมีอารมณ์ศิลปิน) เรื่องมาก(ตามใจตัวเองมาก) จึงมีคนน้อยมากที่ทนได้ ส่วนมากจะหายไปจากชีวิตอย่างรวดเร็ว...
ปัจจุบัน ไม่ได้เล็งใคร หรือ ถูกใครเล็งไว้(มั้ง)Embarassed
เรื่องแบบนี้ปล่อยให้แก่ตายแล้วค่อยแต่งกันก็ได้มั้งEmbarassed
เรื่องของตัวเอง จะพูดเองเออเองก็ยังไงอยู่ เอาเป็นว่าถ้าจะมีก็มีเองนั่นแหละ
โชนะเลยไม่ได้คิดมากเรื่องพวกนี้Kiss

ก็เลยขอจบบทความเกรียนๆด้วยประการฉะนี้ล่ะนะCry
แถมนิดนุง งิๆKiss
 
 

edit @ 14 Oct 2014 02:19:13 by TEXTER

edit @ 14 Oct 2014 04:14:11 by TEXTER

edit @ 14 Oct 2014 04:16:06 by TEXTER

วันนี้แดดออก ฟ้าใส ลมเย็นสบาย Embarassed
ประกอบจากว่างงาน เลยหาแอร์การ์ดมาใช้เล่นๆ
เล่นไปเล่นมา เพิ่งนึกได้ว่ามีบล็อกไดอารี่อยู่กับเขาบล็อกนึง เลยแกว่งๆเม้าส์จึ้มเข้าเว็บมา
แล้วก็ลืมไปเลยว่าเขียนเอนทรี่ค้างไว้ครึ่งหนึ่ง วันนี้เลยจะมาต่อให้มันเสร็จๆไปซะทีละนะ
---
ต่อจากเอนทรี่ที่แล้ว
หลังจากที่น้องเนยได้ติดมหาลัยเรียบร้อย ก่อนกลับโชนะก็ได้พูดฝากฝังไว้นิดหน่อย
โชนะก็หมดห่วงจึงได้กลับมาทำงานที่ร้อยเอ็ดเหมือนเดิม

แล้วก็กลับสู่วันสงบสุขแบบโชนะ..Cry(ซักพักหนึ่งละนะ)
 
หลังจากนั้นเจ้าเนยก็เตรียมตัวที่จะไปเข้ามหาลัย ทั้งไปดูที่ทางหาของกิน ไปดูหอพัก ไปดูที่เรียน จ่ายตัง ตัดชุดนักศึกษา ฯลฯ

ก็ดูเหมือนจะไม่ได้มีปัญหามากอะไรนัก เพียงแต่ต้องปรับตัวให้ได้ทางบ้านก็ห่วงโทรมาปรึกษาเล่าสู่กันฟังบ่อยๆ
น้องเนยเองก็โทรมาบ่นทางบ้านให้ฟังบ้าง(ต่างคนต่างบ่นแฮะFoot in mouth)

ก็เลยเป็นปัญหาเกิดขึ้นอีกให้รำคาญใจเล็กๆน้อยๆ...
เลยเป็นที่มาของเอนทรี่นี้
ถ้าจะให้เล่า...

น้องเนยเป็นคนไม่ชอบคุยกับพ่อแม่
ถ้าไม่ใช่เรื่องตังหรืออะไรที่ไม่สามารถจัดการด้วยตนเองได้แล้วก็จะแทบไม่คุยกันเลย
ไม่ใช่ว่าเนยเกลียดพ่อแม่หรอกแต่เป็นเพราะว่าเวลาคุยแล้วมักมีความเห็นไม่ตรงกันในหลายๆเรื่อง
ประมาณว่าอยากไปโน่น นั่น นี่ ก็ไม่ได้ เพราะเป็นห่วงลูกสาวนั่นแหละนะ...
แต่ส่วนมากเรื่องเงินเรื่องทองไม่ค่อยเป็นปัญหาสำหรับเนยซักเท่าไหร่ เพราะพ่อแม่หาให้ตลอด
แต่ถึงอย่างนั้นเนยก็เห็นเป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่ต้องให้เงินเธอ ต่างจากทางพ่อแม่ที่บ่นให้โชนะฟังประจำ

ประมาณว่าเนยไม่เห็นค่าของเงินที่ครอบครัวเสียให้เธอไปใช้...
แล้วก็บ่นๆ ว่าไอ้ที่ขอพ่อแม่น่ะทำไมไม่ผ่าน
(ในมุมมองของโชนะเห็นว่าเนยเป็นคนเอาแต่ใจ และเห็นแก่ตัวไปหน่อย ไม่คิดถึงใจของพ่อแม่ที่หาเงินมาให้ใช้)
แม้แต่แฟนก็ห่างๆกันไป
(โชนะคิดไว้อยู่แล้วล่ะเข้ามหาลัยคนละที่ เรื่องระยะห่าง เวลาว่างไม่ตรงกัน ไหนจะยุ่งเรื่องเรียนอีก ก็คงต้องห่างและหายกันไปเอง)
ทางบ้านก็บอกมาว่าจะดัดนิสัยเนยหลายๆอย่าง โชนะเลยไม่ค่อยอยากไปยุ่งด้วยเช่นกัน
ระหว่างนั้นเนยก็แปลกๆไป เหมือนหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน เวลาคุยกับแม่

ล่าสุดหลังจากเรียนมาได้ 2 เดือน
ก็มีเรื่องมาให้รำคาญใจนิดๆเหมือนเดิม
ทางแม่โทรมาก่อน (คุณแม่เข้ามาก่อน แม่win.... Embarassed //me คนละเรื่องแล้ว รีบๆเล่าต่อเร็วๆ)
แม่ก็พูดโน่น นั่น นี่ ทั่วๆไปให้ฟัง พอจะมีสาระสำคัญหน่อยก็เรื่องรถนี่แหละ...
แม่เล่าว่า น้องเนยจะเอารถไปขับในมหาลัย

เดิมทีเนยอยู่หอในมหาลัยอยู่แล้ว แล้วก็เอารถมอเตอไซขับว่อนในหออยู่แล้ว
โชนะคิดว่าเนยไม่น่าจะมีปัญหาอะไรและไม่น่าจะขอรถไป ถามไปถามมา
เนยบอกเหตุผลที่ต้องการรถว่า กลัวแดดร้อน...

ซึ่งรถที่บ้าน มี 2 คัน คันที่ขอเป็นรถเก๋ง 4 ประตูของแม่ ปกติแม่ใช้คันนี้ขับไปทำงานอยู่
แม่ก็บ่นให้โชนะฟังว่า เนยไม่เห็นใจแม่เลย เนยกลัวแดดร้อนแล้วถ้าให้ไปแล้วแม่จะใช่รถไหนขับไปทำงาน ไหนจะค่าเติมแก๊สอีก ซ่อมบำรุง ฯลฯ อีก
หลังจากฟังคุณแม่จบ ซึ่งโชนะเห็นด้วยทุกประการ

แล้วน้องเนยก็โทรมาบ่นให้ฟัง
ตาน้องเนยละ
แต่เนยก็ไม่ได้พดถึงเรื่องรถนั่นเลย
เหมือนกับว่าเธอเองก็รู้ดีว่าตัวเองก็ไม่สมควรจะขอให้โชนะช่วยพูดกับพ่อแม่
เหมือนกับว่าเธอขอไปงั้นๆแหละเผื่อจะได้
ก็เลยคุยกันพอสบายใจแล้วก็วางไป...

หลังจากเรื่องนี้โชนะก็ได้เกิดความกังวลขึ้นนิดหน่อยว่าน้องคนนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปนะ...
ยิ่งอยู่ห่างกันแล้วก็แทบไม่มีโอกาสคุยกันเลย
ที่จริงมันเป็นช่วงปรับตัวให้เข้ากับมหาลัย และเพื่อนๆ
คุณแม่เองก็กังวลว่าเนยจะติดนิสัยที่ไม่ค่อยดีจากเพื่อน เพราะคำพูดคำจาเนยค่อนข้างเปลี่ยนไป
ทีแรกโชนะเชื่อนะ ว่าน้องเนยคนนี้จะไม่เป็นอะไร เมื่อไปอยู่มหาลัยคนเดียว
แต่ก็ได้แต่เชื่อใจและลองปล่อยให้เนยออกไปเจอโลกของมหาลัย
พอโชนะโดนกดดันจากทางบ้านบ่อยๆเข้า ชักไม่แน่ใจซะแล้วสิ...
น้องเนยก็ไม่ค่อยได้โทรมาคุย(ไม่โทรมาเพราะห่างเหินกันเกินไปรึเปล่านะช่วงนี้)
แต่ก็ยังไม่อยากทำอะไรนอกจากดูอยู่ห่างๆเหมือนเดิม
เพราะการไปยุ่มย่ามชีวิตของเธอ จะทำให้เนยไม่โตเสียที

อยากให้เจอคนหลายๆประเภท หลายๆเหตุการณ์ในชีวิต ในหลายๆมุมมอง
เพราะพี่โชนะต้องการให้เธอเดินบนโลกนี้ได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร
แต่ถ้าหากต้องการความช่วยเหลือเมื่อไหร่ โชนะจะไปโดยไม่รีรอล่ะนะ

ขอจบบันทึกเรื่องวุ่นๆของเมื่อน้องสาวต้องไปอยู่หอมหาลัยเท่านี้ดีกว่า...
คงไม่ต้องเขียนบันทึกเรื่องพวกนี้อีกล่ะมั้ง เนอะ Embarassed
รอดูกันต่อไป...
---